…โชคชะตาเป็นผู้กำหนดให้ “คู่แท้” สองคนต้องมาพบกัน……
เรา “ต้อง”ได้พบคนๆนั้นแน่ แต่เราเลือกที่จะทำอะไร อย่างไร
หลังจากที่พบกันแล้ว สุดแท้แต่ใจเรา สุดแท้แต่เราเลือกเดิน…

 for p tan na ka

…เราอาจจะไม่ได้ลงเอยที่การแต่งงานกับเนื้อคู่ซึ่งผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นที่สุดก็เป็นได้
บางทีคู่แท้ของเราอาจจะมีมากกว่าหนึ่งคน เนื่องเพราะครอบครัวแห่งดวงวิญญาณ

Soul families ของเราเดินทางมาด้วยกัน เราอาจจะเลือกแต่งงานกับคู่แท้ที่ผูกพันกันน้อยกว่า
คนที่มีบางอย่างซึ่งพิเศษที่จะสอนเราหรือเรียนรู้จากเรา …
…หรือความผูกพันที่แน่นแฟ้นที่สุด มั่นคงที่สุดของเราอาจจะผูกพันกับเนื้อคู่ซึ่งเขา
และเธอยังไม่ได้จุติมาเกิดตามเราในชาตินี้ แต่คอยดูแลเรา คุ้มครองเราจากอีกฝั่งฟากหนึ่ง
เหมือนกับเป็นเทวดา/นางฟ้าผู้พิทักษ์เราอยู่นั่นเอง…”

การได้พบกันของคนสองคนไม่ใช่”ความบังเอิญ” หากเป็นเรื่องของ”โชคชะตา”
มนุษย์ไม่มีสิทธิ์กำหนดชีวิตตัวเองเพราะชีวิตเราถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วย โชคชะตาจริงหรือ?

ฉันและพี่โจ มณฑานี เคยคุยกันเกี่ยวกับคำถามนี้กันมาตลอดระยะเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน
เราไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเราจะต้องผูกพันกับใครบางคนเสียนักหนา

ทั้งที่ใครคนนั้นดูเหมือนจะผ่านเข้าในชีวิตเรา…เพียงเพื่อจะจากไปเท่านั้น
เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเราต้องรักเขา…ทุ่มเทให้เขามากมายอย่างนี้ ในเมื่อรักแล้ว….
ก็ต้องมีชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดอย่างที่เป็นอยู่โดยไม่มีทางหลุดพ้น

เพราะโชคชะตาเท่านั้นเองล่ะหรือ คนเราจึงต้องมาพบกัน เกื้อกูลกัน ทำร้ายกัน
เพราะพรหมลิขิตกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้นเองใช่ไหม เราจึงไม่อาจหลบพ้นจากใครบางคนที่มีความหมายต่อเรา
แม้จะจะมีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะพลัดพรากจากกันไป

ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าวันหนึ่งเธอจะสามารถค้นพบกุญแจที่ไขคำตอบทุกอย่างให้กับเราได้
ความบังเอิญที่ไม่มีใครนึกถึง ทำให้เราสองคนได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจ

หนังสือเพียงเล่มเดียวที่ถูกค้นพบในต่างแดน จากมุมลับตาของร้านหนังสือเล็กๆร้านหนึ่ง
กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ไขคำตอบให้กับสิ่งที่เราเฝ้าครุ่นคิดกันมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน
ในที่สุดเธอก็ค้นพบแล้วว่าความเชื่อมั่นในรักแท้ เรื่องราวการค้นหาคนที่เกิดมาเพื่อกันและกัน
มิใช่ความเชื่อมั่นที่ไร้ค่า เพราะตัวอย่างของเรื่องราวมีให้เห็นอยู่ในหนังสือเล่มนี้
และตัวเอกทั้งคู่ในหนังสือเป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆที่มีตัวตนอยู่จริง และเรื่องราวของเขาและเธอเป็นเรื่องจริง

คำโปรยบนปกหนังสือที่ชื่อ Only Love is Real สะดุดความรู้สึกเธออย่างรุนแรง
เพราะมันคือเรื่องราวของคู่แท้ที่กลับมาพบกันอีกครั้ง มันคือคำตอบที่เราค้นหามานานนักหนาว่า
ทำไมเราต้องพบและผูกพันกับคนบางคนอย่างมากมาย เพื่อจะพลัดพรากจากกันไป?
“…เราอาจถูกปลุกให้จำคู่แท้ของเราได้ ด้วยการเห็นหน้าแล้วจำได้
ด้วยการหลับแล้วฝันถึงด้วยความทรงจำ หรือด้วยความรู้สึกที่วูบขึ้นมา บางทีเราอาจจะจำคนๆนั้นได้ด้วยสัมผัส
เวลาเขาแตะมือเรา หรือเวลาที่เธอเงยหน้าขึ้นจุมพิต
…สัมผัสที่ทำให้จำกันได้อาจจะมาจากสัมผัสของลูกรัก ของพ่อแม่ ของพี่น้อง หรือของเพื่อนตายก็ได้
หรืออาจจะมาจากคนผู้เป็นที่รักซึ่งข้ามชาติภพหลายศตวรรษมาเจอกัน
เพื่อจะได้จูบเราอีกครั้งเป็นการเตือนให้เรารู้ว่าเราสองคนจะอยู่ร่วมทุกชาติจนกว่าชั่วฟ้าดินสลาย…”
ทุกเรื่องราว ทุกถ้อยคำ ทุกแนวความคิดที่ ดร.ไบรอัน แอล.ไวส์ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกจิตเวช
โรงพยาบาลเมาท์ไซไน รัฐไมอามี่ ถ่ายทอดไว้ในหนังสือเล่มนี้คือคำตอบของสิ่งที่เราครุ่นคิดมาตลอด
การเดินทางข้ามเวลานับศตวรรษกลับมาพบกันของเอลิซาเบธและเปโดร หนุ่มสาวผู้ไม่เคยรู้จักกัน
ไม่เคยเห็นหน้ากัน และมีชีวิตอยู่คนละประเทศ คนละวัฒนธรรม หากโชคชะตากลับทำให้เขาได้มาพบกัน
และได้ร่วมชีวิตกันอีกครั้งในชาตินี้ ด้วยการบำบัดทางจิต Phychotherapy โดยใช้วิธีสะกดจิตเพื่อย้อนอดีตชาติ

ดร.ไวส์ เป็นคนแรกที่ค้นพบว่าในหลายๆชาติภพที่ผ่านมา เขาทั้งสองเคยได้พบ
ได้รักและพลัดพรากจากกันมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ดร.ไวส์ รู้ว่าคนทั้งคู่กำลังค้นหากันและกัน
แต่กลับไม่สามารถช่วยเหลือให้ทั้งคู่จำกันได้
ความพยายามของ ดร.ไวส์ ไม่อาจเอาชนะพรหมลิขิตที่ขีดเส้นชีวิตของคนทั้งสองไว้
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องดำเนินไปตามกระแสแห่งโชคชะตา พี่สาวไม่เคยแปลหนังสือเป็นเล่มมาก่อน
แต่หนังสือเล่มนี้มีค่าสำหรับเธออย่างยิ่ง โดยเฉพาะในวันเวลาที่มืดมนไร้คำตอบต่อการดำรงชีวิตอยู่
และไม่เคยหาเหตุผลได้ ว่าทำไมเราจึงต้องเดินเข้าสู่กับดักของเรื่องราวมากมายทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจอยากให้มันเป็นไป?

วันนี้เธอได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญทุกเรื่องราวใต้หล้าล้วนมีเหตุและผล
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาสู่ชีวิตเราล้วนถูกกำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น

“…คนเราทุกคนย่อมมี เนื้อคู่ ของตัวเองทั้งสิ้น และมักจะมีถึงสอง สาม
หรือแม้กระทั่งสี่คนในช่วงชีวิตหนึ่ง พวกเขามาจากหลายยุคสมัย เดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งกาลเวลา
พ้นความลึกสุดหยั่งของมิติสวรรค์เพื่อจะได้มาอยู่ร่วมกับคุณอีกครั้ง
…ชาตินี้เขาอาจจะมีรูปลักษณ์หน้าตาไม่เหมือนเดิม แต่คุณจะรู้จักเขาด้วย
หัวใจว่าคนนี้แหละ ใช่ …สมองของคุณอาจรั้งรอ ฉันไม่รู้จักเธอ แต่หัวใจคุณสิ รู้
…แต่เขาอาจจำคุณไม่ได้ แม้ว่าคุณจะได้พบกับเขาอีกครั้ง แม้ว่าคุณจะรู้จักและจำเขาได้ก็ตาม
ตัวคุณรับรู้แล้วว่าเขาเคยผูกพันกับคุณมาก่อน คุณมองเห็นความเป็นไปได้ เห็นอนาคต แต่เขาไม่เห็น
..ความกลัวของเขา สติของเขา หรือปัญหาของเขาเป็นม่านบังดวงตาแห่งหัวใจของเขาจนหมด
เขาไม่ยอมให้คุณช่วยเปิดม่านนั้นขึ้น …คุณคร่ำครวญ โศกเศร้า ร้าวราน ส่วนเขาก็มีชีวิตของเขาต่อไป…”
บางครั้งพรหมลิขิตก็ละเอียดอ่อนเสียเหลือล้ำ สายใยแห่งชีวิตโยงใยให้คนสองคนได้กลับมาพบกัน
ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางเดียวกัน แต่กลับไม่เปิดทางสว่างให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างมีความสุขง่ายๆ
หากใครคนหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผูกพันอันลึกซึ้ง…แต่ใครอีกคนหนึ่งกลับปฏิเสธ
การเดินทางข้ามเวลาเพื่อกลับมาพบกันครั้งนี้จะมีประโยชน์อะไร…
นอกจากจะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานให้กับคนที่ต้องกลายเป็นฝ่ายรอคอย
“…คู่แท้ที่จำกันได้อาจจะเกิดแค่เบาบางและอาจจะช้ามาก ราวอรุณรุ่งแห่งความรู้แจ้ง
เมื่อม่านบังตาค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ ไม่ใช่ทุกคู่ทุกคนที่เห็นแล้วก็รู้ได้ในทันที
มันต้องใช้เวลา และต้องใช้ความอดทนที่จะรอสำหรับฝ่ายที่เห็นมันได้ก่อน
…การเลือกทำอย่างหนึ่งอย่างใด หรือไม่ทำเลยขึ้นอยู่กับจิตใจอิสระของคนทั้งคู่เท่านั้น
เขาเลือกกันเอง คู่ที่ตื่นน้อยอาจเลือกตัดสินใจตามสมองบัญชาจากความกลัวหรืออคติ
…แล้วโชคร้ายนักที่การตัดสินใจเยี่ยงนี้มักจบลงด้วยหัวใจที่แหลกสลาย…”
พุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม คนทุกคนมีกรรมที่ตนเป็นผู้ก่อ
…และมีผลแห่งกรรมที่ตนจะต้องเป็นผู้รับ
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากอดีต…จากสิ่งที่เราเคยก่อขึ้น
” …บางครั้งคู่แท้ของเราก็ตอบสนองและยังว่างรอเราอยู่…แต่เราอยู่กับเขาหรือเธอแล้วทุกข์…
หลายครั้งที่คนเป็นเนื้อคู่อาจตัดสินใจไม่ลงเอยที่การแต่งงานกัน ทั้งที่เกิดตามกันแล้วในชาตินี้
…ทั้งสองคนได้พบเจอกัน อยู่ด้วยกันจนภารกิจในการพบเจอกันเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
ดังนั้นจึงแยกทางไปมีชีวิตใหม่ กำหนดการของพวกเขา แผนที่จะเรียนรู้บทเรียนชีวิตของพวกเขา
ตลอดทั้งชีวิตแตกต่างกัน จึงไม่อยากหรือไม่จำเป็นจะต้องผูกชีวิตทั้งชีวิตไว้ด้วยกัน
…นี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรมเป็นเพียงเรื่องของการเรียนรู้เท่านั้น เราร่วมมีชีวิตชั่วอนันตกาล
หากแต่บางคราวเราจำต้องแยกชั้นเรียนชีวิตคนละวิชา…”
มันไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่เป็นเพียงการเรียนรู้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ต้องเกิด…และจำเป็นต้องเกิดขึ้น
มันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล…ไม่มีเงื่อนไข…ไม่ใช่การพบกันเพื่อความว่างเปล่า
หากทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์ในตัวของมันเอง
“…Soul Relationship หรือ สายสัมพันธ์ทางวิญญาณ ก็เหมือนกับต้นไม้ใหญ่
ที่มีใบนับพันๆใบ ประดาใบที่อยู่บนก้านเดียวกันกับเราจะใกล้ชิดผูกพันกับเรามากที่สุด
เราอาจจะแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ทางดวงวิญญาณในหมู่พวกเราได้…
เราอาจจะเคยพบดวงวิญญาณอื่นที่อยู่ไกลจากเรา แต่อยู่ลำต้นเดียวกันมาแล้ว
ในชาติภพก่อนๆก็ได้ คนเหล่านั้นอาจจะมามีสัมพันธ์กับเราหลากหลายรูปแบบ
การที่เขาเข้ามาในชีวิตเราอาจจะสั้นมาก…แต่การได้รู้จักคนๆนั้นอาจช่วยเราหรือช่วยเขา
หรือกระทั่งช่วยทั้งสองคนให้เรียนรู้อะไรในชีวิตก็ได้
…ความสัมพันธ์ระหว่างเรามิอาจวัดด้วยกาลเวลาว่าพบกันยาวนานเพียงไร
หากแต่วัดกันด้วยบทเรียนที่เราได้รับจากการพบกันว่าเป็นเช่นไรต่างหาก…”
มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาอย่างมี Purpose of Life หรือ วัตถุประสงค์ของชีวิต
สิ่งที่เราต้องพบและต้องกระทำล้วนสืบเนื่องและเกี่ยวพันกับวัตถุประสงค์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วนั้น
ทุกคนมีภารกิจของตัวเองที่จะต้องกระทำให้เสร็จสิ้นในชาติภพที่ตัวเองเกิดมา

โชคชะตาได้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้โดยที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยง
เปโดรเคยรักและพลัดพรากจากเอลิซาเบธมาหลายชาติหลายภพ บางชาติทั้งสองเกิดเป็นพ่อลูกกัน
บางชาติเป็นพี่น้องกัน บางชาติเป็นคู่รักกัน ทั้งสองผูกพันกันแนบแน่น
หากก็ยังมีคนอื่นที่ผูกพันกับชีวิตและได้อยู่ร่วมกันยาวนานกว่า

นี่อาจเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคู่แท้ไม่จำเป็นต้องเกิดเพื่อเป็นคู่รักกันทุกชาติทุกภพ
ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันตลอดกาลนาน หรือบางทีอาจไม่จำเป็นต้องพบกันเลยก็ได้ในบางชาติ
พรหมลิขิตจะทำงานด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้มนุษย์ไปคอยกระตุ้น
เพราะทุกอย่างล้วนถูกขีดเส้นไว้แล้ว เช่นเดียวกับเรื่องราวของเปโดรและเอลิซาเบธ

แม้ดร.ไวส์จะพยายามช่วยให้ทั้งสองได้พบกันอย่างไรก็ไร้ผล
หากมันยังไม่ถึงเวลาและยังไม่ใช่สถานที่ที่โชคชะตาได้กำหนดเอาไว้
ทุกอย่างคือ Destiny ชะตากรรมยิ่งใหญ่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ชั่วนิรันดร์

“…รักคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก รักเติบโตและผลิบานได้ แม้ในคืนที่หนาวเยือก
กลางสถานภาพที่โหดร้ายที่สุด รักเกิดได้ในทุกหนแห่ง และทุกเวลา ..รักคือดอกไม้ซึ่งผลิได้ไม่เลือกฤดูกาล…”
เราไม่มีสิทธิ์เลือกรับหรือปฏิเสธใครที่ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิต
และเราก็ไม่มีทางที่จะรู้ล่วงหน้าเลยว่าการที่ใครซักคนก้าวเข้ามาในชีวิตเรา
จะมีผลกระทบให้ชีวิตเราทุกข์หรือสุขมากน้อยเพียงใดในอนาคต

สายสัมพันธ์ทางวิญญาณโยงใยให้เราต้องพบ ต้องรู้จักกับใครต่อใครในหลากหลายรูปแบบ
แม้จะมีความสัมพันธ์ต่อกันเพียงระยะเวลาสั้นๆ และอาจไม่ได้พบเจอกันอีกแล้วตลอดชาตินี้

หากเราและคนๆนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวทีชีวิตแห่งพรหมลิขิตไปแล้วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

การพบกันของเรามีจุดประสงค์ การจากกันของเราก็มีจุดประสงค์
อย่างน้อยแค่เราได้รู้ว่าการพบกันของเราไม่ได้ไร้ความหมาย
หากเป็นการพบกันที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อชีวิตของกันและกัน มันก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรือ?
ตลอดเวลาที่เราคบกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เราทำอะไรหลายอย่างให้กันและกันมา
มากมายเกินกว่าที่จะเป็นแค่คนรู้จักที่ผ่านมาและผ่านไป

และนี่เองที่เป็นคำตอบของคำถามมากมายที่ว่า…ทำไมเราต้องพบกัน…ทำไมเราต้องรักกัน…

ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะมันคือภารกิจแห่งชีวิตน่ะสิ! ไม่ว่าการพบกันครั้งนี้มันจะลงเอยอย่างไร
เราก็จำเป็นจะต้องพบกัน…อยู่ร่วมกัน จนกว่าภารกิจนั้นจะจบสิ้นลงและเมื่อเวลาสำหรับเราหมดลง
การจากพรากก็ย่อมเกิดขึ้น บางทีเราอาจเป็นเพียง Soul Companion
ที่เกิดมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างให้แก่กันเท่านั้นก็ได้

ที่มา:quamruq.com